สังคมสูงวัย...ความท้าทายประเทศไทย

ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์*

– สังคมสูงวัย…ความจริงประเทศไทย

    – โลกทั้งใบ…สูงวัยแล้ว

    – สังคมสูงวัย…ความท้าทายที่น่าห่วงใย

    – การรับมือกับสังคมสูงวัยของประเทศไทย

    – สานพลังประชารัฐ…ร่วมรับมือสังคมสูงวัย

สังคมสูงวัย….ความจริงประเทศไทย

          การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากร(Demographic Change) กำลังเป็นปรากฏการณ์ข้อเท็จจริง
ที่ไม่เพียงแต่จะอยู่ในกระแสความสนใจของนักประชากรศาสตร์ในภูมิภาคต่างๆ ของโลก หากแต่กำลังเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้บริหารนโยบายผู้นำระดับชาติและระดับโลกในภูมิภาคต่างๆ รวมไปจนถึงนักธุรกิจและนักลงทุนโดยเฉพาะในภาคธุรกิจมหภาค ต่างกำลังให้ความสนใจและจับตามอง โดยได้มีการศึกษาวิเคราะห์ ทิศทาง แนวโน้ม เพื่อคาดการณ์สถานการณ์ด้านประชากร เพื่อจะนำไปสู่การวางแผน กำหนดแนวทางในการรับมือกับโอกาสของความเปลี่ยนแปลงสำคัญของโครงสร้างทางประชากรดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยที่จะพยายามวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ข้อเท็จจริงดังกล่าว เพื่อนำไปสู่การพิจารณาแนวทางเพื่อที่จะช่วยลดผลกระทบ รวมทั้งการกำหนดยุทธศาสตร์และวิธีปฏิบัติรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง    ของประชากร ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญในทุกมิติของการการพัฒนา ประเทศไทยได้เข้าสู่การเป็นสังคมสูงอายุ (
Ageing Society ) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา โดย 1 ใน 10 ของประชากรไทยเป็นประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และ คาดว่าประเทศไทยจะเป็น “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” (Complete Aged Society) ในปี พ.ศ. 2564 คือประชากรสูงอายุจะเพิ่มขึ้นถึง 1 ใน 5 และเป็น สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ภายในอีก 20 ปีต่อจากนี้ไปคือใน พ.ศ. 2578 โดยประมาณการว่าจะมี ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30 ของจำนวนประชากรทั้งหมด (1)

*ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผ็สูงอายุ : กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

โลกทั้งใบ…สูงวัยแล้ว

          เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา โลกของเรามีประชากรประมาณ 5,735 ล้านคน และมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ประมาณ 540 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 9 ของประชากรโลก ในปี พ.ศ. 2558 ประชากรโลกมีจำนวน 7,349    ล้านคน ในจำนวนนี้มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 901 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 12 จึงกล่าวได้ว่า ประชากรโลกได้กลายเป็นสังคมสูงวัยแล้ว

          ใน 6 ทวีปของโลก ยุโรปมีระดับการสูงวัยสูงที่สุด คือ มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป สูงถึงร้อยละ 24 ของประชากรทั้งทวีป ทวีปเอเชียจะมีสัดส่วนของประชากรสูงอายุสูงเป็นอันดับ 4 รองจากทวีปยุโรป
อเมริกาเหนือ และโอเชียเนีย แต่ก็เป็นทวีปที่มีประชากรสูงอายุมากที่สุด คือประมาณ
508 ล้านคน คิดเป็น
ร้อยละ
12 ของประชากรทั้งทวีป

ขณะเดียวกันราชวิทยาลัยลอนดอนได้นำเสนอข้อมูลจากการศึกษาร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO)
ที่ได้ทำการวิเคราะห์ช่วงอายุขัยของประชากรโลกที่พัฒนาแล้ว (
OECD) จำนวน 35 ประเทศ และคาดการณ์ว่าประชากรโลกที่เกิดในปี ค.ศ. 2030 จะมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น อีกทั้งผู้ชายและผู้หญิงจะมีอายุขัยที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น จากเดิมที่ผู้หญิงจะมีอายุยืนกว่าผู้ชายในอัตราที่สูงกว่าหลายปี

รายงานการศึกษาดังกล่าวระบุว่า ผู้หญิงชาวเกาหลีใต้ที่เกิดในปี  ค.ศ. 2030 จะเป็นประชากรกลุ่มแรก ที่มีอายุเฉลี่ยเกิน 90 ปี ในอีก 13 ปี ข้างหน้า โดยอัตราความเป็นไปได้มีมากถึง 50 % ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง ไม่เพียงเท่านั้น ในอนาคตอายุเฉลี่ยของมนุษย์ยังอาจมีโอกาสเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 110 ปี
ในผู้ชาย และ 120 ปี ในผู้หญิง

รายงานดังกล่าวยังได้วิเคราะห์ถึงเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ผู้หญิงประเทศเกาหลีใต้จะมีอายุยืนมากที่สุด เนื่องจากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการให้บริการสาธารณสุขที่ครอบคลุม ซึ่งตรงกันข้ามกับในโลกตะวันตก  รัฐบาลกำลังมีการควบคุมงบประมาณด้านสาธารณสุข อีกทั้งยังมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจในการเข้าถึงบริการ ซึ่งนอกจากปัจจัยด้านความก้าวหน้าทางสาธารณสุขแล้ว เงื่อนไขทางสังคม สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ปัจจัยด้านพันธุกรรมก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย (2)

สังคมสูงวัย…ความท้าทายที่น่าห่วงใย

ธนาคารโลก (World Bank) ได้เสนอรายงานในปีพ.ศ.2558 ไว้ว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกกำลังเผชิญกับการเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็วของผู้สูงอายุ และมากกว่าทุกภูมิภาคของโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 36% ของโลก หรือมีจำนวนผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป) ในเอเชียตะวันออก ประมาณ 211 ล้านคน

          ปัญหาสำคัญที่จะติดตามมาอย่างเห็นได้ชัดก็คือ การขาดแคลนแรงงานในอนาคต ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกจะเผชิญกับตัวเลขประชากรวัยทำงานที่กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง
และคาดว่าจะลดลงจนถึงประมาณ 15
% ภายในปี พ.ศ.2583 (ค.ศ.2040) โดยการขาดแคลนคนวัยทำงานนี้
จะเป็นการขาดแคลนคนทำงานในทุกภาคส่วน ทั้งในภาคการผลิตและการบริการ ประกอบกับการลดลงอย่างรวดเร็วของอัตราการเกิดของประชากรวัยเด็ก รวมกับแนวโน้มของการแต่งงานที่ช้าลงของประชากร
วัยเจริญพันธุ์ ที่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้อัตราเพิ่มประชากรวัยเด็กไม่สามารถตีตื้นให้ทันกับอัตราความเร็ว
ของการเพิ่มประชากรวัยสูงอายุ (3)

นอกจากนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ.2583 (ค.ศ.2040) ประชากรวัยทำงานในประเทศเกาหลีใต้
จะลดลงกว่า 10
% และในประเทศญี่ปุ่น จีน รวมทั้งประเทศไทยก็จะลดลงกว่า 10 % ด้วย ซึ่งหากพิจารณา        ไปที่ประเทศจีน ปัจจุบันจีนมีประชากรทั้งประเทศราว 1,400 ล้านคนการลดลงของจำนวนประชากรวัยทำงานจะมีมากถึงกว่า 90 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าประชากรประเทศไทยทั้งประเทศ

อัตราความเร็วการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุในประเทศไทย จึงเป็นที่จับตามองของธนาคารโลก เนื่องจากประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่อยู่ในระดับรายได้ปานกลาง อีกทั้งการออมเงิน และการออมในรูปแบบต่างๆ ของคนไทยในภาพรวมยังต่ำมาก ( อีกทั้งหลักประกันด้านรายได้รายเดือน
ของผู้สูงอายุในรูปของ “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” ที่จ่ายให้ผู้สูงอายุตามเกณฑ์อายุจำนวน 600 – 1
,000 บาท
ต่อเดือนนั้น ก็ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายเพื่อการยังชีพ) ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่เข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดมาก่อนประเทศอื่นในภูมิภาค หากแต่ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ร่ำรวย รัฐบาลญี่ปุ่นได้มีการวางระบบสวัสดิการ และระบบบำนาญรองรับไว้เป็นอย่างดี อีกทั้งประชาชนชาวญี่ปุ่นก็เป็นชนชาติที่มีอัตราการออม
และการลงทุนเพื่ออนาคตสูงกว่าประเทศอื่นๆ ดังนั้นการสูงวัยของญี่ปุ่นจึงเป็นการสูงวัยด้วยการมีหลักประกันทางสังคม และรายได้รองรับได้อย่างมั่นคง ในทางตรงกันข้ามประเทศที่กำลังพัฒนาส่วนใหญ่ซึ่งรวมทั้ง
ประเทศไทย ยังไม่มีการวางแผนรับมือ กับอนาคตที่ดีพอ ซึ่งอาจต้องเข้าสู่ภาวะ “แก่ก่อนรวย” อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

การรับมือกับสังคมสูงวัยของประเทศไทย (4)

          การรับมือกับสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบของประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้ (Complete Aged Society) เป็นประเด็นท้าทายที่ทุกภาคส่วนของสังคมจะต้องให้ความสำคัญและร่วมมือกันขับเคลื่อนไปพร้อมๆกันทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ รวมไปจนถึงการเตรียมความพร้อมในระดับบุคคล และการเตรียมความพร้อมเชิงระบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัย โดยมีประเด็นที่ควรพิจารณาดังนี้

1.        การเตรียมความพร้อมในระดับบุคคล

1.1   ให้ความสำคัญการเตรียมความพร้อมตั้งแต่อยู่ในวัยเด็ก วัยทำงาน เพื่อเป็นผู้สูงอายุ
ที่มีคุณภาพ ซึ่งหมายถึงการเตรียมความพร้อมทั้งทางด้านทัศนคติและพฤติกรรม ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่
ที่จะสะท้อนไปเป็นศักยภาพ สุขภาพ และความสุขของผู้สูงอายุในที่สุด โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริม 4
H ได้แก่

                       Heart (จิตใจ/ทัศนคติดี = คนดี)

                       Head (สมองดี = คนเก่ง)

                       Hand (ทำดีอย่างฉลาด ใช้ชีวิตสมดุล = ลงมือทำอย่างสมดุล)

                       และHealth (สุขภาพกาย/ใจดี)

                       ทั้งนี้ควรขับเคลื่อนร่วมกันตั้งแต่วัยเด็กโดยใช้กลไกของ บวรคือ บ้าน วัด โรงเรียน
และวัยทำงานผ่าน
สถานที่ทำงาน เพื่อสร้างสุขในวัยทำงาน(Work Life Balance) รวมทั้งสนับสนุน
การสร้างความตระหนักผ่าน
สื่อสาธารณะ ที่เข้าถึงทุกคน ทุกกลุ่มวัยได้ง่ายเพื่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมทางสังคมของชุมชนและประเทศรวมทั้งการสนับสนุน และส่งเสริมการเป็น ผู้สูงอายุที่มีคุณภาพและมีความสุข โดยมีสุขภาพ ร่างกาย จิตใจ สังคมที่ดี มีความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ การออม การลงทุน โดยจะเป็นการเตรียมวางแผนการใช้ชีวิตในวัยสูงอายุตั้งแต่อยู่ในวัยทำงาน

1.2  การส่งเสริมภาวะการเจริญพันธุ์ด้วยการส่งเสริมการมีบุตรของคนไทย

อัตราการลดลงของภาวะเจริญพันธุ์ของคนไทยอย่างต่อเนื่องในทศวรรษที่ผ่านมากำลังเป็นความท้าทายด้านประชากรที่กำลังถูกหยิบยกและขับเคลื่อนเพื่อให้เป็นนโยบายสำคัญ ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้มีการรณรงค์ให้สตรีไทยวัยเจริญพันธุ์ช่วยเพิ่มประชากรให้กับประเทศไทยด้วยการส่งเสริม
การแต่งงานและการมีบุตร

อย่างไรก็ตามการสนับสนุนเรื่องการมีบุตรจะต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านสภาพเศรษฐกิจ
และสังคม ที่เอื้อให้ประชากรอยากสร้างครอบครัวและมีบุตร ขณะเดียวกันควรสนับสนุนมาตรการและแรงจูงใจด้านต่างๆ เพิ่มเติมด้วย เพื่อส่งเสริมให้มีประชากรวัยเด็กเพิ่มมากขึ้น ซึ่งประชากรวัยเด็กเหล่านี้จะกลายเป็น
กำลังแรงงานที่สำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศในอนาคต และจะช่วยทำให้สัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรรวมลดลงในระยะยาวด้วย

จากสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่ายังมีความท้าทายในเรื่องการส่งเสริมภาวะการเจริญพันธุ์ของประเทศ โดยเฉพาะเงื่อนไขด้านเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันที่ส่งผลให้คนไทยครองตัวเป็นโสดมากขึ้น หรือแต่งงานแล้วไม่ต้องการมีบุตร หรือมีบุตรเพียงคนเดียว ดังนั้น จึงควรมีการกำหนดนโยบายและเป้าหมายด้านประชากรทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยการสนับสนุน และสร้างแรงจูงใจเพื่อให้ครอบครัวไทยมีบุตรอย่างน้อย 2 คน โดยเน้นคุณภาพในการตั้งครรภ์ การเกิดและการเลี้ยงดูเป็นสำคัญ เพื่อให้เด็กที่เกิดมาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต

1.3     การส่งเสริมผู้สูงอายุปัจจุบันและอนาคตให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ยาวนานที่สุด

การพึ่งพาตนเองได้อย่างอิสระ (Independent Living) เป็นความปรารถนาที่สำคัญของผู้สูงอายุทุกคน แต่ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะแต่งงานช้าลงหรือครองตัวเป็นโสด
มากขึ้น รวมถึงการย้ายถิ่นไปทำงาน และการแยกครอบครัวจากพ่อแม่ ทำให้ผู้สูงอายุมีแนวโน้มอยู่ลำพังมากขึ้น ดังนั้น การส่งเสริมผู้สูงอายุยุคใหม่ให้ดูแลสุขภาพกายใจให้แข็งแรง ให้สามารถใช้ชีวิต
ลำพัง แต่สุขใจ
เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ลำพังได้อย่างมีความสุขกับตนเองและชุมชนรอบตัว
โดยสามารถสื่อสารกับคนในครอบครัวได้อย่างใกล้ชิด แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลกัน ผ่านการใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร (
Social media) อาทิผ่านโทรศัพท์มือถือ (Smart phone) เครื่องคอมพิวเตอร์ เข้าอินเตอร์เน็ต สังคมออนไลน์ อาทิ Facebook, Line, Twitter เพื่อให้ผู้สูงอายุก้าวทันโลกสมัยใหม่ (Smart Older) เข้าสังคม และใกล้ชิด
กับลูกหลานและเพื่อนฝูงได้ มากขึ้นเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยทำให้ผู้สูงอายุมีความสะดวกสบายในการสื่อสารระหว่างบุคคลกันได้อย่างต่อเนื่อง ทันเวลา และทำให้ผู้สูงอายุเป็นผู้สูงอายุในยุค
Digital ได้อย่างกลมกลืนร่วมกับคนวัยอื่นๆ (Digital Ageing)

นอกจากนี้ผู้สูงอายุควรสร้างเสน่ห์ให้กับตนเองด้วยการมีทัศนคติเชิงบวกและมีพฤติกรรม    สูงวัยเชิงสร้างสรรค์ เพื่อที่จะได้เป็นที่รักและดึงดูดลูกหลานให้อยากเข้ามาหาและอยู่ใกล้ชิด ในขณะที่ลูกหลาน   ก็ควรมีความรัก ความกตัญญู รู้หน้าที่ มีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และให้การดูแลเอาใจใส่ผู้สูงอายุขณะเดียวกัน   ผู้สูงอาย ยังสามารถเป็นผู้สูงวัยหัวใจวัยรุ่น (Young @ Heart) ด้วยการเปิดรับสิ่งใหม่ๆได้ตลอดเวลา
และเป็น ผู้สูงวัยที่เปี่ยมพลัง หรือพฤฒพลัง (
Active Aging) โดยดูแลสุขภาวะตัวเองทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและ  มีความกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ    

1.4  การส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาผู้สูงอายุ

โดยที่ผู้สูงอายุในปัจจุบันมีแนวโน้มอายุยืนมากขึ้น และผู้สูงอายุส่วนใหญ่หรือประมาณเกือบร้อยละ 80 เป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพดี และยังสามารถพึ่งพาตนเองได้ หรือที่เรียกว่า “กลุ่มผู้สูงอายุติดสังคม”
ซึ่งผู้สูงอายุเหล่านี้ส่วนใหญ่มีสุขภาพแข็งแรง แม้ว่าอาจมีโรคประจำตัว แต่ว่ายังคงสามารถทำงาน
หรือประกอบอาชีพได้ รวมทั้งสามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมได้

พรบ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 11 (3) ระบุว่าผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง
การส่งเสริมและสนับสนุนในด้านการประกอบอาชีพหรือฝึกอาชีพที่เหมาะสม ซึ่งควรมีการนำข้อมูลผู้สูงอายุ
ด้านความรู้ความสามารถและศักยภาพของผู้สูงอายุมาศึกษา วิเคราะห์ เพื่อวางแผนกำหนดลักษณะ
ของงานที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ลักษณะงานต้องเป็นงานที่ไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป และเหมาะสมกับสุขภาพของผู้สูงอายุ โดยมุ่งให้ผู้สูงอายุได้ คลายเหงา ด้วยการมีกิจกรรมผ่านการทำงาน
และสร้างความภูมิใจและความสุขให้ผู้สูงอายุเป็นสำคัญ ในขณะเดียวกันผู้สูงอายุก็ได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น
ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของสังคม โดยผู้สูงอายุอาจจะมีค่าตอบแทนเป็นรายได้หรือสิ่งตอบแทนอื่นประกอบด้วย

แนวคิดการส่งเสริมและขยายโอกาสในการทำงานของผู้สูงอายุเป็นกระแสสากลทั่วโลกและกำลังได้รับความสนับสนุนในระดับนโยบายจากรัฐบาล แต่ยังคงจำเป็น ที่จะต้องได้รับความร่วมมือ
และความสนับสนุนจากทุกภาคส่วนของสังคมโดยเฉพาะภาคธุรกิจและภาคบริการ เพื่อให้โอกาสกับผู้สูงอายุ
ในการร่วมเป็นกำลังผลิตและร่วมขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

2.         การเตรียมความพร้อมด้านมาตรการเชิงระบบ

2.1   ด้านสุขภาพอนามัย

(1)         พัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุระยะยาว

โดยจัดบริการที่ครอบคลุมบริการด้านการดูแลระยะกลาง ระยะยาว และระยะสุดท้ายภายใต้ระบบบริการสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ ที่เป็นบริการทั้งในสถานพยาบาล เชื่อมต่อถึงการให้บริการที่บ้านของผู้สูงอายุและการให้บริการในชุมชน โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานในการดูแล สนับสนุนให้มีการเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลโดยครอบครัว (Home Health Care) ทั้งในภาวะปกติ
และภาวะฉุกเฉิน โดยให้ความสำคัญการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวทั้งในเขตเมือง และชนบท

(2)       การพัฒนาบุคลากรด้านผู้สูงอายุ เพื่อรองรับการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว

การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนผู้สูงอายุ และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาบุคลากรเพื่อทำหน้าที่ให้การดูแลผู้สูงอายุระยะยาว          ทั้งบุคลากรสายอาชีพ กึ่งอาชีพและอาสาสมัคร โดยกำหนดให้มีหลักสูตรมาตรฐานในการฝึกอบรม ทั้งหลักสูตรระยะสั้น ที่เป็นการให้ความรู้และทักษะพื้นฐาน และหลักสูตรระยะยาวที่เน้นความเป็นมืออาชีพในการทำหน้าที่ให้การดูแล ขณะเดียวกันควรมีการจัดอบรมให้ความรู้แก่สมาชิกครอบครัวของผู้สูงอายุด้วย เพื่อให้สมาชิก
ในครอบครัวผู้สูงอายุมีความรู้และทักษะในการร่วมทำหน้าที่ให้การดูแลผู้สูงอายุอย่างถูกต้องเหมาะสม นอกจากนี้ควรมีการส่งเสริมภาพลักษณ์และสร้างแรงจูงใจในการจ้างงานและประกอบอาชีพด้านผู้ดูแล
รวมไปถึงการให้ทุนการศึกษาแก่คนในพื้นที่เพื่อให้กลับมาทำงานในชุมชนของตนเองในอนาคต

(3)         การจัดทำและรับรองมาตรฐานสถานดูแล และบุคลากรด้านผู้สูงอายุ

เพื่อให้เกิดการคุ้มครอง ดูแลผู้สูงอายุที่ใช้บริการสถานดูแลผู้สูงอายุทั้งในเรื่องบริการ   ที่ได้รับ บุคลากรที่ทำหน้าที่ให้การดูแล อาคาร สถานที่ ความปลอดภัย รวมทั้งระบบส่งต่อผู้สูงอายุในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นที่ต้องไปใช้บริการที่โรงพยาบาล ตลอดจนการควบคุมด้านราคา ค่าบริการ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดระบบและกลไกภาครัฐในการควบคุมคุณภาพและกำกับดูแลบริการของสถานดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้ได้รับ
การยอมรับและสร้างความน่าเชื่อถือทั้งในระดับชาติและระดับสากล

2.2  การสร้างหลักประกันด้านรายได้เพื่อวัยสูงอายุ

 ผลการสำรวจประชากรสูงวัยในปี 2557 พบว่ามีผู้สูงวัยเพียงร้อยละ 4 เท่านั้นที่มีรายได้หลักในการดำรงชีพจากเงินออมดอกเบี้ย ผู้สูงวัยส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพิงเงินเกื้อหนุนจากบุตรหรือญาติพี่น้อง
ในการดำรงชีพ อีกทั้งจำนวนเบี้ยยังชีพที่รัฐบาลจ่ายให้กับผู้สูงอายุก็เป็นเพียงรายได้พื้นฐานที่ไม่เพียงพอ
เพื่อการยังชีพของผู้สูงอายุในแต่ละเดือน ดังนั้นการสร้างหลักประกันด้านรายได้เพื่อวัยสูงอายุ จึงควรรณรงค์ให้มีการเตรียมความพร้อมเรื่องการออมตั้งแต่อยู่ในวัยทำงาน เพื่อให้เงินออมเป็นแหล่งรายได้ที่ยั่งยืนในวัยสูงอายุ โดยเฉพาะแรงงานที่อยู่นอกระบบ เพื่อสร้างหลักประกันรายได้ในวัยสูงอายุ โดยเร่งระดมการเพิ่มจำนวนสมาชิก ที่อยู่ในวัยทำงานให้กับ
กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)ด้วยการเร่งประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้
ความเข้าใจ ให้เข้าถึงทุกภาคีเครือข่าย เพื่อให้ประชาชนรับทราบ เข้าใจ โดยเน้นการสร้างความตระหนักในเรื่องของการออมเพื่อยามชราภาพผ่านกองทุนการออมแห่งชาติ ทั้งนี้ภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ตลอดจนสถาบันการเงินและการลงทุนต่างๆ ควรมีการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมความรู้เรื่องการออมและการลงทุนที่เหมาะสม
ตามช่วงอายุ ให้แก่ประชาชนทุกช่วงวัยด้วย

2.3  การขยายโอกาสการทำงานของผู้สูงอายุ (5)

 คนไทยในปัจจุบันมีสุขภาพดี และทำให้อายุยืนกว่าในอดีตที่ผ่านมา แนวคิดที่จะขยายอายุการทำงานเพื่อช่วยเศรษฐกิจของประเทศกำลังเป็นประเด็นที่รัฐบาลได้มี มติคณะรัฐมนตรี สนับสนุนการจ้างงานผู้สูงอายุในสถานประกอบการ (มติครม.เมื่อ 8 พฤศจิกายน 2559) อย่างไรก็ตาม การขยายอายุการทำงานเป็นทางเลือกหนึ่งในภาวะที่มีปัญหาขาดแคลนแรงงานรุนแรงมากขึ้น แต่อาจพิจารณาในบางอาชีพ โดยเฉพาะอาชีพที่ใช้กำลังหรืออาศัยความแข็งแรงของร่างกายในการทำงาน การขยายอายุการทำงานของอาชีพเหล่านี้
จะทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมลดลง ซึ่งต่างจากผู้สูงอายุที่ทำงานวิชาการหรือเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีความชำนาญเฉพาะด้าน ควรได้รับการพิจารณาให้ระยะเวลาเกษียณอายุแล้วแต่กรณีตามความเหมาะสม เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ยังเป็นทรัพยากรที่สำคัญและยังสามารถสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้

2.4  การจัดให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุและคนทุกวัย

โดยส่งเสริมรณรงค์และสร้างมาตรการจูงใจให้มีการนำแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) มาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมอย่างครอบคลุมทั่วถึงโดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะ
ซึ่งพรบ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 11(5) ได้กำหนดว่าผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริม
และสนับสนุนในด้านการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยโดยตรงแก่ผู้สูงอายุในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ หรือบริการสาธารณะอื่น โดยการใช้
Universal Design หรือการออกแบบสำหรับทุกคนในสังคม มาเป็นมาตรฐานในการออกแบบสิ่งก่อสร้างและจัดสภาพแวดล้อมในสังคม โดยเฉพาะบริการสาธารณะ
เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ทั้งเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ คนพิการ ทั้งนี้
“ภาครัฐเป็นต้นแบบ” เริ่มจาก จัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับทุกคนในสถานที่ราชการและพื้นที่สาธารณะต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมให้ “ภาคเอกชนร่วมดำเนินการ” โดยการสนับสนุนความรู้และรณรงค์

ขอความร่วมมือ การเป็นที่ปรึกษา ช่วยในการออกแบบ การมีมาตรการจูงใจทางภาษี  การให้รางวัลยกย่องเชิดชู เป็นต้น โดยเฉพาะภาคเอกชนที่จัดบริการในพื้นที่สาธารณะ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล โรงแรม ฯลฯ

2.5  การใช้เศรษฐกิจกระตุ้น และสนับสนุนสังคมสูงวัย (Silver Economy)

ส่งเสริมให้มีการใช้เศรษฐกิจกระตุ้น และตอบสนองต่อสังคมสูงวัย และสนับสนุนให้
ภาคธุรกิจและการบริการ ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ สำหรับผู้สูงอายุ โดยเชื่อมโยงเรื่องผู้สูงอายุกับสินค้าและบริการ โดยการผลิตและคิดค้นออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อจะได้มีสินค้าหรือบริการใหม่ๆที่เหมาะสม
สำหรับผู้สูงอายุ เช่น อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันภายในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสม
และปลอดภัยกับผู้สูงอายุ ที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ โซนสำหรับผู้สูงอายุในภาคธุรกิจบริการต่างๆ
บริการด้านศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ บริการทางการแพทย์สำหรับผู้สูงอายุ การท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น
ซึ่งบริการเหล่านี้สามารถรองรับได้ทั้งผู้สูงอายุคนไทยและต่างชาติ

2.6  การพัฒนาระบบข้อมูลผู้สูงอายุ

ด้วยการจัดทำระบบฐานข้อมูลผู้สูงอายุที่ครอบคลุมและมีความละเอียด เป็นการเฉพาะ
โดยมีการแยกแยะกลุ่มผู้สูงอายุ (
Segmentation) ตามระดับอายุ หรือระดับการพึ่งพา (ติดสังคม ติดบ้าน
ติดเตียง) เพื่อใช้ประโยชน์ในการวางแผนรองรับผู้สูงอายุแต่ละกลุ่ม อาทิ การแบ่งผู้สูงอายุตามระดับกลุ่มอายุ เพศ สถานะ การศึกษา สุขภาพ สภาพครอบครัว บุคลากรผู้ดูแล ศักยภาพและความรู้ ความสนใจ ฯลฯ
เพื่อใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบายและการวางแผน สำหรับเสนอโครงการที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง
ตามข้อมูลผู้สูงอายุ โดยให้มีการนำฐานข้อมูลผู้สูงอายุไปวิเคราะห์ สังเคราะห์ พิจารณากำหนดแนวทาง มาตรการให้สอดคล้องเหมาะสมกับผู้สูงอายุแต่ละกลุ่ม ขณะเดียวกันควรมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
ที่ช่วยในการสืบค้นหาข้อมูล และจัดกลุ่มผู้สูงอายุตามเกณฑ์ที่ต้องการ เพื่อที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ
ได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

2.7 การเพิ่มขีดความสามารถและบทบาทขององค์กรบริหารท้องถิ่นในการดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ

โดยส่งเสริมความรู้ ทักษะในการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุบนแนวคิด “ร่วมคิด ร่วมทำ”
มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในการกำหนดนโยบาย และแนวทางในการดำเนินงานเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยการเชื่อมโยงจตุพลัง “ท้องถิ่น ท้องที่ องค์กรชุมชน

และหน่วยงานของรัฐในชุมชน”
ให้ร่วมกันขับเคลื่อนงานเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยสนับสนุนให้มีระเบียบปฏิบัติที่เอื้อต่อการดำเนินงานขององค์กรท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการและดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ

2.8  การสนับสนุนให้มีกฎหมายกตัญญู

เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนค่านิยมในเรื่อง ความเอื้ออาทร และความกตัญญู ด้วยการ
มีระเบียบ มติคณะรัฐมนตรี หรือ กฎหมายที่ช่วยกระตุ้นค่านิยม และสนับสนุนให้ลูกหลานได้มีวันลา
เพื่อกลับมาเยี่ยมเยียนครอบครัวและผู้สูงอายุ โดยการสร้างความตระหนักและการสร้างแรงจูงใจ ด้วยการพัฒนาให้มีกฎหมายกตัญญูเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะ “หรือส่งเสริมให้มีมาตรการและสวัสดิการเพื่อให้ลูกหลานไปเยี่ยมครอบครัวหรือผู้สูงอายุ” เช่น มาตรการทางภาษี/ให้สิทธิวันลา/ให้ส่วนลดค่าเดินทาง แก่ลูกหลานที่กลับไปเยี่ยมครอบครัวหรือผู้สูงอายุ การส่งเสริมให้ภาคเอกชนและสื่อมวลชนจัดรายการพิเศษสำหรับลูกหลานที่พาผู้สูงอายุมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัยและความเอื้ออาทรของสมาชิกครอบครัว
ต่อผู้สูงอายุ (
Intergenerational Solidarity)

2.9  ส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนาเพื่อรองรับสังคมสูงวัย

โดยการส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการศึกษา วิจัย ค้นคว้า พัฒนาความรู้ และนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ทั้งในเรื่องสุขภาพอนามัย ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม การดำรงชีวิตประจำวัน รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกและปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุทั้งภายในและภายนอกบ้าน อาทิ หุ่นยนต์ช่วยดูแลผู้สูงอายุ อุปกรณ์ป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ อุปกรณ์เพื่อการใช้สอยในชีวิตประจำวัน อาทิ ยานพาหนะสำหรับผู้สูงอายุ และสุขภัณฑ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ตลอดจนผลิตภัณฑ์อาหารเครื่องดื่มที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น   

 

สานพลังประชารัฐ….ร่วมรับมือสังคมสูงวัย (6)

          กล่าวได้ว่า กระแสการรับรู้สาธารณะต่อเรื่อง “สังคมสูงวัย” ของประเทศไทย กำลังขยายวงออกไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะสื่อสาธารณะได้ร่วมทำหน้าที่สร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้าง
ความตระหนักให้คนไทยมีการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ หรือแม้แต่ผู้ที่สูงอายุแล้ว
ก็จะต้องมีการดูแลตนเอง ให้คงความมีสุขภาพกาย ใจที่ดีให้ยาวนานที่สุด ขณะเดียวกัน มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2559 รัฐบาลได้เห็นชอบมาตรการรองรับสังคมผู้สูงอายุที่เสนอโดย กระทรวงการคลัง
ซึ่ง ประกอบด้วย การจ้างงานผู้สูงอายุ
, การสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Complex) , สินเชื่อ
เพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ  (
Reverse Mortgage : RM) และการบูรณาการระบบบำเหน็จบำนาญ
ซึ่งมาตรการรองรับสังคมสูงอายุดังกล่าวนี้ จะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนมีรายได้ที่เพียงพอเพื่อการใช้จ่ายในวัยเกษียณ มีโอกาสได้ทำงานต่อ มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างหลักประกันชีวิตที่มั่นคง
ด้านสวัสดิการในยามวัยเกษียณอายุ  

กระแสการขับเคลื่อนด้านนโยบาย “สานพลัง ประชารัฐ” ของรัฐบาลด้วยกลไกคณะทำงาน
“ประชารัฐเพื่อสังคม” นี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม โดยมีภาครัฐ
เป็นศูนย์กลาง และเป็นแกนนำในการประสานการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน รวมทั้งสถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม เพื่อให้ภาคส่วนต่าง ๆ ได้เข้ามามีบทบาทร่วมให้
การสนับสนุนและขับเคลื่อนการดำเนินงาน โดยจะเป็นการประสานองค์ความรู้ และประสบการณ์ที่เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงบุคลากร งบประมาณ และทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อรับมือกับ
สังคมสูงวัย ของประเทศไทย โดยมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันเพื่อลดผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม
อันเนื่องมาจากอัตราความเร็วที่ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (
Complete Aged Society) ในอนาคตอันใกล้ เพื่อร่วมกันสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้สูงอายุ คู่ขนานไปกับการเตรียมความพร้อมผู้ที่อยู่วัยทำงาน วัยเด็ก และเยาวชนให้มีความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนัก
ในการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ และวัยสูงอายุในอนาคตได้อย่างมีหลักประกันที่มั่นคง ทั้งทางด้านรายได้
การออม การมีสุขภาพที่ดี มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมปลอดภัย ตลอดจนมีระบบการดูแลระยะยาวเมื่อยามสูงวัย

 

 

เอกสารอ้างอิง

  1. คณะกรรมการปฏิรูประบบรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย.2559 รายงานการปฏิรูประบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัย
  2. The Lancet . com (Feb 25, 2017)
  3. โพสต์ทูเดย์ , วิกฤตคนชราระเบิดเวลาเอเชีย, 18 ธันวาคม 2558
  4. ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์ . ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อรองรับสังคมสูงวัยของประเทศไทย, 2557   
    www.Dop.go.th
  5. ดร.จารีย์ ปิ่นทอง นโยบายเพื่อรองรับสังคมสูงวัย เน้นแค่ผู้สูงวัยยังไม่พอ บทวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจธนาคารแห่งประเทศไทย . 6 ธันวาคม 2559
  6. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส) www.thaihealth .or.th